หน้าแรก / กทม.

ประชาวิวัฒน์“หาบเร่”...ใครได้ ใครเสีย??

วันที่ 17/01/2554 09:35 (ผ่านมา 487 วัน 19 ชั่วโมง 58 นาที)

หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายในการช่วยเหลือประชาชนเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปประเทศไทย ภายใต้แผนปฏิบัติ การ “ประชาวิวัฒน์” ในการคิดนอกกรอบเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในกลุ่มเศรษฐกิจนอกระบบ แรงงานนอกระบบ และการลดค่าครองชีพต่าง ๆ เช่น กลุ่มคนขับแท็กซี่ คนขับจักรยานยนต์รับจ้าง และหาบเร่แผงลอย อย่างไรก็ตามในกลุ่มสุดท้าย คือ หาบเร่แผงลอย ดูจะเป็นเรื่องที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมายส่งผลกระทบกว้างขวางที่สุดเมื่อเทียบกับการให้ความช่วยเหลือกลุ่มนอกระบบอื่น ๆ เพราะมีมิติแง่มุมของผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายด้วยกัน เป็นการทำให้ผู้ที่ตั้งของ ค้าขายผิดกฎหมายประมาณ 20,000 คน ขณะนี้ให้มีที่ค้าขายเป็นหลักแหล่ง มีการลงทะเบียนนำเข้าระบบทั้งหมด

ปัจจุบันจำนวนผู้ค้าหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพฯ ที่มีการสำรวจโดยสำนักเทศกิจ ในปี 2553 ในจุดผ่อนผันที่ได้รับอนุญาตถูกต้อง มีจำนวนผู้ค้า 20,275 คน ในขณะที่นอกจุดผ่อนผันจากการสำรวจล่าสุด มีจำนวน 17,731 คน ซึ่งเขตที่เป็นทำเลทองมีผู้ค้าฝ่าฝืนมากที่สุด คือ เขตสัมพันธวงศ์ บางรัก ดุสิต พระนคร และเขตวัฒนา แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วเมืองที่มีการเติบโตและขยายตัวออกไปอย่างไม่สิ้นสุด มีย่านชุมชนหนาแน่นเพิ่มมากขึ้นจำนวนหาบเร่แผงลอยย่อมผุดขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลถือเป็นเรื่องที่ดีที่นอกจากจะช่วยเหลือกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำให้มีหลักประกัน มีความมั่นคงในอาชีพ และถือเป็นการสังคายนาหาบเร่ให้อยู่ในกรอบ กติกา เป็นระเบียบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น

ถ้าจะถาม ผู้ค้า ทุกคนคงไม่มีใครปฏิเสธนโยบายนี้เพราะได้มีที่ทำมาหากิน เกิดความมั่นคงในชีวิต ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าจะมีเทศกิจมาไล่จับให้เสียค่าปรับ ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่าในย่านทำเลทองที่ประเมินกันว่าค้าขายได้เงินกันนับหลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อวันนั้นผู้ค้ามีทางเลี่ยงที่จะสมยอมด้วยการจ่ายค่าปรับเป็นรายวันให้กับเทศกิจถือว่าเป็นค่าเช่าที่ในแต่ละวันให้ค้าขายที่นับได้ว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ซึ่งต่อไปเมื่อมีการจัดเข้าระบบทั้งหมดก็ไม่ต้องเสียค่าปรับ จะมีก็เพียงค่าธรรมเนียมรักษาความสะอาดหาบเร่ ที่จ่ายเข้าหลวง อัตราอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อเดือน ตามแต่ขนาดของแผงค้าก็สามารถนั่งขายของได้อย่างสบายใจ อย่างไรก็ตามก็ใช่ว่าแต่จะได้อยู่ฝ่ายเดียวเพราะอย่างน้อยที่สุดสรรพากรซึ่งมีหน้าที่ตามเรียกเก็บภาษีผู้ที่มีเงินได้ก็คงต้องเดินหน้าขยายฐานเก็บภาษีผู้มีเงินได้ในกลุ่มนี้เมื่อรัฐบาลนำเข้าระบบเป็นผู้มีรายได้มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเสียภาษีให้รัฐตามกฎหมายแม้รัฐบาลยังไม่ปริปากเอ่ยถึงในช่วงโปรยยาหอมขณะนี้ก็ตาม

ในส่วนของ เจ้าหน้าที่เทศกิจ คนภายนอกอาจมองว่าต่อไปนี้จะสบายขึ้นเพราะไม่ต้องคอยไปวิ่งไล่จับแม่ค้าให้เหนื่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วการทำหน้าที่คงไม่ต่างกันเพราะแม้จะมีการตีทะเบียนนำเข้าระบบถูกกฎหมายแล้ว ก็ยังต้องออกตรวจตราให้ผู้ค้าอยู่ในกรอบกฎเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลการเททิ้งสิ่งของเหลือใช้จากการค้าขายหกหล่นเลอะเทอะ หรือพวกที่ชอบต่อแผงยื่นล้ำทางเดินมากขึ้น ๆ จนชาวบ้านไม่มีที่จะเดิน ซึ่งต้องอาศัยการตรวจสอบกวดขันของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหากมีการจัดระเบียบผู้ค้าก็คือส่วนแบ่งค่าปรับผู้ค้าหาบเร่ 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ปัจจุบันค่าปรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่กทม.จัดเก็บได้ปีละประมาณ 100 ล้านบาท ครึ่งหนึ่งเป็นเงินรางวัลให้กับเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายและผู้ค้าเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อแลกกับการค้าขาย ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “จับเลี้ยง” ที่เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้หาบเร่แผงลอยในกรุงนอกจากไม่ลดลงแล้วยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจ่ายเงินให้มาเฟียหรือผู้มีอิทธิพลที่คอยจัดการเคลียร์พื้นที่ จ่ายกันนอกระบบล้วน ๆ แบบไม่มีใบเสร็จเพื่อแลกกับการค้าขาย เป็นตัวเลขที่ไม่ต่ำกว่าค่าปรับที่รัฐ จัดเก็บ ปีละ 100 ล้านบาทเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาลครั้งนี้บรรดาเทศกิจคงไม่ปลื้มสักเท่าไหร่

สำหรับ ประชาชน คนเดินบนทางเท้า ทั่วไปอย่างเรา ๆ ก็ถือว่าคงมีส่วนทั้งที่ชอบและไม่ชอบ ที่ไม่ชอบอาจเพราะมองว่าเอาทางเดินไปตีช่องให้ขายของกันเอิกเกริก ขึ้นสัญจรไม่สะดวก ส่วนที่ชอบเพราะมีของให้เดินดูเดินซื้อหาได้สะดวกและราคาไม่แพง แถมบางพื้นที่ก็เป็นเหมือนเพื่อนให้อุ่นใจไม่รู้สึกเงียบวังเวงหรือเปลี่ยวเวลาเดินทางยามค่ำคืน สำหรับคนอีกจำนวนไม่น้อยก็คงไม่รังเกียจกับการมีอยู่ของหาบเร่แต่คิดว่าอย่างไรเสียการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ของรัฐบาลก็คงไม่ใช่ผุดแผงค้ากันได้ตามอำเภอใจแต่ต้องเป็นไปตามกติกาที่เหมาะสมและเป็นการจี้ให้เจ้าหน้าที่หันมาควบคุมกวดขันให้อยู่ในกฎเกณฑ์ที่กำหนด

นอกจากนี้แล้วยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องพิจารณาอนุมัติเพิ่มจุดผ่อนผัน ในฐานะ เจ้าพนักงานจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ที่คงต้องคิดหนักกับการใช้อำนาจที่อาจขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากการอนุมัติให้มีการปิดกั้นการจราจร ทำการค้าตั้งวางขายของบนทางเท้าซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของทางนั้นจะต้องพิจารณาที่ “ความจำเป็นและชั่วคราว” หากอนุมัติไปก็สุ่มเสี่ยงที่จะต้องรับผิดไปเต็ม ๆ หากมีการฟ้องร้องจากประชาชนคนเดินเท้าที่ไม่ได้รับความสะดวก เข้าทำนองมีสุขร่วมเสพ แต่รับทุกข์คนเดียว

เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้า หาบเร่เป็นนโยบายประชาวิวัฒน์ แบบนี้แล้ว ก็คงต้องรอดูต่อไปว่า ผลที่ออกมา รัฐบาลจะได้..หรือเสีย.

พัชรินทร์ ธรรมรส / รายงาน


ต้นฉบับ: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=354&contentId=115882


ที่มา: เดลินิวส์

ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด กทม.